อสังหาฯปีเสือดุ! บิ๊กเนมส่งโครงการใหม่กว่า 3 แสนล้านลุยตลาด เอพีห้าวสุดๆ ปูพรม 65 โครงการ 7.8 หมื่นล้าน

4 Aspire Pinklao Arun Amarin 2

1713 Views
Warapong Pankaew
3 Min Read

ปี 2565 ถูกคาดหมายว่าจะเป็นที่แห่งการพลิกฟื้น แม้ว่าการขยับตัวของเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างช้าๆ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ประมาทไม่ได้ แต่ในสายตาของดีเวลลอปเปอร์ระดับบิ๊กเนมมองเห็นจังหวะและโอกาสในการเข้าทำแม้จะยังมีความเสี่ยงปะปนอยู่ก็ตาม และถึงเวลาที่จะต้องเปิดเกมรุกเต็มตัวในจังหวะที่ตลาดกำลังฟื้นตัวกลับมา

การประกาศแผนลงทุนของหลายๆ บริษัทรายใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจึงเป็นในลักษณะของการเดินหน้าเต็มตัว จัดหนัก จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ศุภาลัย เปิด 34 โครงการ มูลค่า 40,000 ล้านบาท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิด 15 โครงการใหม่ มูลค่า 29,520 ล้านบาท แสนสิริ เปิดตัว 46 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 50,000 ล้านบาท และในระยะ 3 ปีจะเปิดโครงการใหม่มูลค่ารวมกันถึง 150,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

อนันดา มีแผนเปิดตัวใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวม 28,000 ล้านบาท โนเบิล เปิด 18 โครงการใหม่ มูลค่า 47,700 ล้านบาท พฤกษา เรียลเอสเตท มีแผนเปิด 31-35 โครงการ มูลค่ารวม 25,000-30,000 ล้านบาท ขณะที่ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ประกาศไว้ว่าจะเปิด 14 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 19,400 ล้านบาท

รายล่าสุดถือว่าจัดหนักว่าใครๆ ก็คือ เอพี ไทยแลนด์ ที่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2565 รวม 65 โครงการ มูลค่าสูงถึง 78,000 ล้านบาท เมื่อมัดรวมกันแค่ 7 รายใหญ่จะมีโครงการเปิดใหม่ในปี 2565 มากกว่า 230 โครงการ มูลค่ารวมทะลุ 322,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งพอจะประเมินได้ว่าแม้ปีนี้จะเป็นปีเสือแต่คงต้องหลีกทางให้ช้างชนกันสนั่นเมืองแน่นอน โดยเฉพาะตลาดบ้านแนวราบซึ่งเป็นตลาดที่ทุกค่ายโฟกัสการแข่งขันจะทะลุจุดเดือดอย่างไม่ต้องสงสัย

กลับมาที่ค่ายเอพี ไทยแลนด์ บริษัทอสังหาฯที่น่าจะเปิดโครงการมากที่สุดในปีนี้ถึง 65 โครงการมูลค่าสูงถึง 78,000 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนโครงการใหม่ที่เปิดมากที่สุดนับตั้งแต่เอพีเคยดำเนินธุรกิจมา โดยแบ่งเป็นทาวน์โฮม 29 โครงการ มูลค่า 25,200 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 26 โครงการ มูลค่า 35,600 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 13,000 ล้านบาท และยังมีโครงการในต่างจังหวัดอีก 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท

ส่งผลให้ทั้งปีเอพีจะมีโครงการพร้อมขายทั้งกทม.และต่างจังหวัดมากถึง 182 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 149,000 ล้านบาท โดยปีนี้เอพีตั้งเป้ายอดขายเอาไว้ที่ 50,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวมโครงการร่วมทุนอยู่ที่ 47,000 ล้านบาท ซึ่งหากเอพีทำได้ตามเป้าจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดอสังหาฯแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดค่อนข้างแน่นอน

“การเปิดตัวโครงการใหม่ในปริมาณที่มากขนาดนี้ ถ้าระบบหลังบ้านไม่พร้อมก็ยากที่จะเป็นจริงได้ ซึ่งตลอด 2 ปีของการเผชิญวิกฤติได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของทีมเอพี ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดโครงสร้างองค์กรภายในให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยคีย์สำคัญคือ การให้อำนาจการตัดสินใจแก่คนที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

และในปีนี้เราพร้อมก้าวข้อจำกัดไปอีกขั้น ด้วยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดใหม่เพื่อทดแทนโครงการเก่าที่ปิดการขายไปจำนวนมากนั้น ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบที่มากขึ้น ด้วยการขยายสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ อีกด้วย

ขณะเดียวกันเรามองเห็นโอกาสเติบโตในภาวะที่เราอาจจะพร้อมกว่าคนอื่น ทั้งเรื่องของสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ความพร้อมของคน และกระบวนการจัดภายในองค์กร การตระเตรียม infrastructure เอาไว้อย่างเพียบพร้อมที่จะบริหารโครงการจำนวนมากขนาดนี้ได้ จึงคิดว่าน่าจะสร้างโอกาสจากดีมานด์ที่ยังมีอยู่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากอัตราการดูดซับจากการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเยอะมาก

โดยในปี 2563 อัตราการดูดซับเฉลี่ยอยู่ที่ 17-18% แต่ของเอพีขึ้นมาอยู่ที่ 23-25% ถ้าเป็นบ้านแนวราบสามารถขึ้นไปถึง 35% บางโครงการมียอดขายที่เร็วมากๆ เปิดโครงการเมื่อไตรมาส 4 ปีที่แล้ววันนี้มียอดขายไปแล้งถึง 69% วันนี้เรามองเห็นโอกาสจากดีมานด์ที่ยังมีอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปจับกลุ่มดีมานด์เหล่านั้นอย่างไรเท่านั้นเอง” นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าว

สำหรับกลยุทธ์ที่วางไว้สำหรับการเปิดเกมรุกตลาดอสังหาฯปีเสือของเอพี ก็คือ ลงลึกมากยิ่งขึ้นในตลาดที่แข็งแรงอยู่แล้ว ซึ่งก็คือตลาดระดับกลาง-บน สำหรับบ้านเดี่ยวราคา 5 ล้านบาทอัพ คอนโดและทาวน์โฮม ราคา 3 ล้านบาทอัพ ตลาดในเซ็กเมนต์นี้เอพีจะเจาะลงไปให้ลึกมากขึ้นด้วยประสบการณ์ที่สามารถจะสร้างข้อได้เปรียบในตลาดนี้ได้ ขณะเดียวกัน จะขยายไปสู่ตลาดใหม่ซึ่งเป็นตลาดแมสของแต่ละเซ็กเมนต์

ในส่วนของบ้านเดี่ยวจะลงมาเล่นในตลาดที่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท (3-5 ล้านบาท) เน้นเจาะกลุ่มคนในเจนเนอเรชั่นใหม่ๆ ขณะที่ทาวน์โฮมจะเข้าไปเล่นในตลาดระดับราคา 1.89 ล้านบาท เช่นเดียวกับคอนโดที่เข้าไปเล่นในตลาดแมสมากขึ้น แต่เป็นกลุ่มที่ยังมีความสามารถในการผ่อนซึ่งยังมีดีมานด์อยู่ แม้ว่าจะมีบางทำเลที่แข่งขันรุนแรง แต่ตลาดแมสก็ยังเปิดกว้างอยู่ในอีกหลายทำเล รวมถึงการขยายตลาดใหม่ทั้งในจังหวัดปริมณฑล และในต่างจังหวัดที่เอพีได้เริ่มวางรากฐานไว้แล้วจากการเปิด 5 โครงการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ไฮไลต์ที่น่าสนใจของเอพีในปีนี้ คือการพลิกวิธีคิดในการพัฒนาทาวน์โฮมในเมืองเครือเอพีใหม่ทั้งหมด เพื่อครองความเป็นผู้นำตลาดทาวน์โฮมภายใต้แนวคิด “Unlock ชีวิตคนเมืองกับทาวน์โฮมเอพี พื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกได้” ด้วยเป้าหมายการเติบโตที่มากขึ้นกว่า 30% โดย Big Surprise ที่จะมาเขย่าตลาดทาวน์โฮมในทุกเซ็กเมนต์ ประกอบด้วย

  • การเปิดตัว 20 แบบบ้านใหม่ จาก 6 แบรนด์ทาวน์โฮมที่พลิกโฉมใหม่หมด ทั้งมิติงานสถาปัตยกรรมและสเปซภายใน เพื่อเดินหน้าปลดล็อกประสบการณ์ของการอยู่อาศัยในทาวน์โฮมแบบเดิมๆ
  • เตรียมกินแชร์ตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นและ 2 ชั้นเพิ่มขึ้น ชูจุดขายด้วยบ้านหน้ากว้างสูงสุด 11 เมตร แบรนด์บ้านกลางเมือง The Edition และแกรนด์ พลีโน่
  • บุกตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้นในเขตปริมณฑล ด้วยแบรนด์น้องใหม่ PLENO TOWN ในราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท

ในส่วนธุรกิจบ้านเดี่ยว เอพียังเดินหน้าตามแผนการเป็นผู้นำในธุรกิจบ้านเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง ด้วยส่วนแบ่งตลาด (Market Share) มากสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนยูนิตที่ขายได้มากสุดในตลาดบ้านเดี่ยวในเมืองและปริมณฑล (รอบปี 2558 – ครึ่งแรกปี 2564) ผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่ THE PALAZZO คฤหาสน์หรูในเซ็กเมนต์ซูเปอร์ลักชัวรี่ THE CITY บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่เซ็กเมนต์ไฮเอนด์ และ CENTRO บ้านเดี่ยวดีไซน์โมเดิร์นสำหรับการเริ่มต้นครอบครัวเซกเมนต์กลางบน

นอกจากนี้ เอพีจะต่อยอดความชำนาญด้วยการบุกไปยังตลาดใหม่ในพื้นที่เขตปริมณฑล อย่างสมุทรสาคร และสมุทรปราการ ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ บ้านเดี่ยวระดับราคา 3-5 ล้านบาท ภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ เพื่อมุ่งเจาะกลุ่ม Gen M และ Gen Z กับแบบบ้านดีไซน์ใหม่

สำหรับคอนโดมิเนียมในเมือง เอพีเตรียมแผนเดินหน้าเปิดตัว 5 คอนโดมิเนียมใหม่ มูลค่า 13,000 ล้านบาท ส่ง ASPIRE เป็น Fighting Brand หลักบุกลุยตลาดแมส ด้วยจุดยืน LIVE AS YOU ASPIRE อิสระในทุกมิติของชีวิตกับ 3 จุดขาย Modular Layout พื้นที่ชีวิตที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ The Best of ‘ME’ Space พื้นที่ส่วนกลางที่ตอบทุกตัวตน Entry-Level Price ในราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเริ่มต้น 84,000 บาท/ตร.ม. ใน 4 ทำเล ได้แก่

1) Aspire ปิ่นเกล้า-อรุณอมรินทร์ ซึ่งจะเปิดพรีเซลในวันที่ 19-20 มีนาคมนี้

2) Aspire รัชโยธิน

3) Aspire สุขุมวิท-พระราม 4

4) Aspire อ่อนนุช สเตชั่น

ส่วนอีกโครงการ ได้แก่ LIFE พหล-ลาดพร้าว รวมทั้งยังมี 3 คอนโดพร้อมอยู่ ในทุกเซ็กเมนต์ทั้ง 1) RHYTHM เอกมัย เอสเตท 2) LIFE สาทร เชียร์ร่า 3) ASPIRE เอราวัณ ไพร์ม

“ตลาดคอนโดถือว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังคงต้องดูในปีหน้าว่าจะกลับมาเติบโตมากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าปี 65 เราจะเริ่มเห็นบางเซ็กเมนต์ที่ดีขึ้น อย่างเซ็กเมนต์กลางถึงกลาง-ล่าง และถ้ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ปกติ การจราจรกลับมาติดขัดเหมือนเดิม น่าเป็นโอกาสที่ดีที่มีต่อตลาดคอนโด” นายวิทการกล่าว

นอกจากการขยายการลงทุนแบบสุดๆ แล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือจะต้องเอาชนะคู่แข่งให้ได้ด้วยเช่นกันถึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ นายวิทการมองว่า ปัจจัยที่สำคัญอันดับแรกก็คือ การสร้างความแตกต่างในการแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยข้อได้เปรียบในปัจจุบันทำให้แตกต่างออกไป ตั้งแต่เรื่องของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับซึ่งเอพีทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาสินค้าให้ครอบคลุมด้วยกระบวนการภายในที่เข้มแข็ง และการใช้ดิจิทัลเข้ามาสร้างความแตกต่าง ซึ่งที่ผ่านมาเอพีให้ความสำคัญและมีการลงทุนในเรื่องดิจิทัลสูงถึงปีละ 200 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจะสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งได้

“แน่นอนว่า บทเรียนที่เราเรียนรู้มาตลอด 2 ปีของการแพร่ระบาด วิธีการทุกอย่างที่เราเคยทำและเรียนรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วทั้งสิ้น เรายังคงต้องเผชิญอยู่กับความท้าทายใหม่ๆ โรคระบาดยังคงอยู่กับเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ คาดว่าครึ่งแรกของปี 2565 น่าจะยังคงไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าช่วงครึ่งหลังปี 2565 ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่หวัง โลกรับมือกับโอมิครอนได้ดีขึ้น ยารักษาผลิตออกมาใช้งานได้จริง ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจทั่วโลกน่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งถ้ามองเรื่องของโควิดอย่างเดียวคิดว่า เรากำลังจะผ่านจากวิกฤตินี้มาได้แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะเข้ามาเป็น post covid crisis ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินเฟ้อ ค่าแรง ดอกเบี้ย ต้นทุนสินค้าที่จะขยับเพิ่มขึ้น ดังนั้นถึงแม้จะผ่านวิกฤติโควิดมาได้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไร จึงยังต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง” นายวิทการกล่าวทิ้งท้าย

Share This Article
เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania