ธอส.ชี้ผ่อนเกณฑ์ LTV หนุนอสังหาฯปี 68 ฟื้นตัว

772 Views
Warapong Pankaew
2 Min Read

ธอส.ชี้การผ่อนคลาย LTV ช่วยหนุนตลาดที่อยู่อาศัยให้ฟื้นตัว คาดภาพรวมอสังหาฯปี 68 ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ REIC เผยผลสำรวจไตรมาส 4 ปี 67 ตลาดปรับตัวลงทั้งอุปสงค์-อุปทาน แต่ยังมีสต๊อกบ้าน-คอนโดรอระบายอีกกว่า 2.1 แสนหน่วย มูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวในงานสัมมนา “สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2568” จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ว่า ธอส.มุ่งหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้เต็ม100% ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยสนับสนุนและประคับประคองภาคธุรกิจที่อยู่อาศัยให้ฟื้นตัว และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส

การผ่อนคลายมาตราทางการเงินของธปท. ได้แก่ การลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% เหลือ 2% เมื่อปลายเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา และการประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะทำให้การซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนในปี 2568 มีมากขึ้นเมื่อเทียบปีที่แล้ว นอกจากนี้ หากรัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองลงเหลือ 0.01% จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างแน่นอน เพราะจากตัวเลขการอนุมัติสินเชื่อในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดมาตรการมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) ธอส.ปล่อยสินเชื่อได้เดือนละประมาณ 11,000 ล้านบาท หากนับรวม 2 เดือนแล้วจะพบว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อมากกว่า 2 เดือนแรกของปี 2567 ประมาณ 7,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความมั่นใจการซื้อบ้านมากขึ้น โดยในปีนี้ธอส.ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 240,000 ล้านบาท สูงกว่าปี 2567 ที่ปล่อยสินเชื่อไปได้ 236,000 ล้านบาท โดยการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่จูงใจประชาชนมากขึ้น และมั่นใจว่าสินเชื่อบ้านในปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน

จากปัจจัยบวกทั้งในด้านแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568 ที่คาดการณ์จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.2-3.2 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณการฟื้นตัว และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงกรณีที่ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ในทุกระดับราคา ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคงค้างในระบบได้เป็นอย่างดี ซึ่งนายกมลภพ มั่นใจว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 จะปรับตัวดีขึ้นกว่าปี 2567

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้รายงานผลสำรวจอุปทานและอุปสงค์ โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย ประจำไตรมาส 4 ปี 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม) โดยนางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 4 ปี 2567 ทั้งอุปสงค์ และอุปทานปรับตัวลดลง โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 มีจำนวน 15,038 หน่วย ลดลงร้อยละ -21.6 มูลค่า 90,713 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -8.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในไตรมาส 4 มีจำนวน 17,153 หน่วย ลดลงร้อยละ – 45.3 มูลค่า 137,882 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -42.5

นางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

การปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานมีผลให้หน่วยที่มีการเสนอขายทั้งหมดในตลาดปี 2567 ลดลงร้อยละ -3.3 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 275,541 หน่วย มูลค่ารวม 1,700,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 โดยมีโครงการเปิดขายใหม่จำนวนทั้งสิ้น 62,771 หน่วย ลดลงร้อยละ -34.9 มูลค่า 500,957 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -16.2 ส่วนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่มีจำนวนรวม 59,585 หน่วย ลดลงร้อยละ -20.8 มูลค่า 348,991 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -10.7 มีผลให้หน่วยเหลือขายสิ้นงวด ณ ปี 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 215, 956 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่า 1,351,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.5

นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ยังได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2568 จะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่สร้างอุปทานใหม่เสนอขายในตลาดที่อยู่อาศัยรวม (บ้านจัดสรรและอาคารชุด) ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 16.8 หรือประมาณ 73,291 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 519,692 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 37,800 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 348,564 ล้านบาท และเป็นอาคารชุด 35,491 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 171,128 ล้านบาท

ด้านอุปสงค์คาดว่า สถานการณ์การขายจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีทิศทางที่ดีขึ้นของหน่วยขายได้ใหม่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 หรือประมาณ 61,714 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 361,216 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 37,173 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 252,975 ล้านบาท และอาคารชุด 24,542 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 108,241 ล้านบาท แต่ในส่วนของอัตราดูดซับในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก โดยภาพรวมคาดว่าอยู่ในอัตราร้อยละ 1.8 ขณะที่ที่อยู่อาศัยคงค้างในตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 หรือประมาณ 227,304 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 1,454,101 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 129,394 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 966,149 ล้านบาท และเป็นอาคารชุด 97,909 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 487,952 ล้านบาท

Share This Article
เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania