เผย 3 จังหวัดสุดแกร่ง ยอดโอนที่อยู่อาศัย 9 เดือน โตสวนตลาดชะลอตัว

Stagflation, economic slow down or recession while inflation high up, GDP growth decrease causing by unemployment concept, fearful businessman riding fall down economic graph with inflation high up.

840 Views
Warapong Pankaew
3 Min Read

REIC เผย 10 จังหวัดมีมูลค่าโอนที่อยู่อาศัยสูงสุดรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท กรุงเทพฯยังครองเบอร์ 1 ทิ้งห้างอันดับ 2 ชลบุรีหลายช่วงตัว แต่มีเพียง 3 ใน 10 จังหวัดที่ยังแข็งแกร่งมีอัตราการเติบโตทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าโอน ขณะที่ตลาดรวม 9 เดือนยังชะลอตัง คาดทั้งปี 2568 ยอดโอนติดลบ 7.3% เป็นการติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารวสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 และ 9 เดือนของปี 2568 พบว่า 10 จังหวัดที่มีมูลค่าการโอนสูงสุดในรอบ 9 เดือนของปี 2568 ได้แก่ อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร มีมูลค่าการโอนรวม 217,506 ล้านบาท จาก 53,846 หน่วย อันดับ 2 ชลบุรี มูลค่ารวม 56,178 ล้านบาท จาก 21,800 หน่วย อันดับ 3 สมุทรปราการ มูลค่า 46,457 ล้านบาท จาก 15,523 หน่วย อันดับ 4 นนทบุรี มูลค่ารวม 39,060 ล้านบาทจาก 12,634 หน่วย อันดับ 5 ปทุมธานี มูลค่ารวม 34,947 ล้านบาทจาก 15,707 หน่วย อันดับ 6 ภูเก็ต มูลค่ารวม 28,004 ล้านบาท จาก 7,915 หน่วย อันดับ 7 เชียงใหม่ มูลค่ารวม 23,105 ล้านบาท จาก 8,963 หน่วย อันดับ 8 ระยอง มูลค่ารวม 18,010 ล้านบาท จาก 8,355 หน่วย อันดับ 9 นครราชสีมา มูลค่ารวม 11,608 ล้านบาท จาก 5,281 หน่วย และอันดับ 10 ขอนแก่น มูลค่ารวม 9,457 ล้านบาท จาก 4,749 หน่วย

ทั้ง 10 จังหวัด มีมูลค่าการโอนรวมทั้งสิ้น 133,435 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.6% ของมูลค่าการโอนทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนหน่วยโอนรวมของทั้ง 10 จังหวัด อยู่ที่ 72,243 หน่วยคิดเป็น 32% ของจำนวนหน่วยที่โอนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จะสังเกตได้ว่า 7 ใน 10 จังหวัด มีจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีเพียง 3 จังหวัดที่มีมูลค่าและจำนวนหน่วยการโอนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้แก่ ภูเก็ต จำนวนหน่วยโอนเพิ่มขึ้น 8.5% มูลค่าสูงขึ้น 7.8% ระยอง จำนวนหน่วยโอนเพิ่มขึ้น 6.1% มูลค่าสูงขึ้น 5.6% และนครราชสีมา จำนวนหน่วยโอนเพิ่มขึ้น 2.3% มูลค่าสูงขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดย REIC ระบุว่า ทั้ง 3 จังหวัดเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

reic

ขณะที่สถานการณ์ของภาคอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมจะยังคงชะลอตัว แต่ถ้ามองเป็นรายไตรมาสก็ยังมีมุมบวกให้เห็นทิศทางที่ดีมีอนาคตอยู่บ้าง จากตัวเลขการสำรวจล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีการขยายตัวทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 9.1% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 7.7% จากไตรมาส 2 ปี 2568 และเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 3 ขณะที่ REIC คาดการณ์ว่าในไตรมาส 4 จะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 13.1% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น13% จากไตรมาส 3 ปี 2568

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเติบโตไตรมาสต่อไตรมาสเพิ่มขึ้น คือ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเรื่องของการลดค่าโอนและค่าจดจำนองให้กับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท กับมาตรการการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่ทำให้สามารถกู้ได้เต็ม 100% รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น-ปานกลาง จากมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง พลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้ามาเป็นส่วนเสริมทำให้คนเรื่อมมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น

คุณกมลภพ วีระพละ

“สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมของไตรมาส 3 ปี 2568 มีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยอุปสงค์ขยายตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 (QoQ) ปัจจัยบวกจากมาตรการของรัฐบาล ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัยเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท การผ่อนเกณฑ์ LTV และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ มีผลให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค ประกอบกับผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับลดราคาให้ยืดหยุ่นตามความสามารถของผู้ซื้อที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยและอัตราการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้น” นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าว

ทั้งนี้ REIC ได้รายงานตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 พบว่า มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 84,397 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยแบ่งเป็นหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 57,581 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.7% และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจำนวน 26,816 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.8% และคาดว่าในไตรมาสที่ 4 จะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์รวม 95,484 หน่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 13.1% ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ 3 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 226,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แบ่งเป็นมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 164,060 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ อาคารชุด 62,100 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% โดยคาดว่าได้ไตรมาส 4 จะมีมูลค่าการโอนรวมทั้งสิ้น 255,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 13%

reic
reic

จะเห็นได้ว่าแม้จำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยในแต่ละไตรมาสของปี 2568 มีการปรับตัวตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่สถานการณ์โดยภาพรวมตลอด 9 เดือนยังอยู่ในภาวะชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สะท้อนกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่โอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศใน 9 เดือนของปี 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 227,016 หน่วยลดลง -9.3% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 250,386 หน่วย แบ่งเป็นหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 155,025 หน่วย ลดลงลบ -7.3% และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด 71,991 หน่วย ลดลง -13.3%

ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 9 เดือนของปี 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 705,085 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 446,309 ล้านบาท ลดลง -9.4% และมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด 171,458 ล้านบาท ลดลง -19.3% เป็นการปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาสเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

reic

REIC คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งปี 2568 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังคงติดลบ แต่เป็นการติดลบที่ลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยคาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 322,500 หน่วย ลดลง -7.3% เมื่อเทียบกับปี 2567 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 873,400 ล้านบาท ลดลง -10.9% และคาดว่าปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องโดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 320,200 หน่วย ลดลงเพียง -0.7% เมื่อเทียบกับปี 2568 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 866,200 ล้านบาท ลดลง -0.8% ถือเป็นตัวเลขที่ติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566

Share This Article
เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania