กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ยันผ่อนคลายเพียงพอแล้ว

Percent sign moving down from top stair on blue background. Central banking system of the United States FED (Federal Reserve System) cut interest rate, world finance and economy concept.

1219 Views
Warapong Pankaew
2 Min Read

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยมีผลทันที

ดอน นาครทรรพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

สาเหตุสำคัญและปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจมีดังนี้:

1. ภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มการขยายตัว

-แม้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 จะขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ในระยะข้างหน้า (ปี 2569 และ 2570) มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่ประมาณร้อยละ 2.0 เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

-การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก, โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีแนวโน้มเติบโตลดลงและยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนช่วงโควิด-19

ลดดอกเบี้ย

2. ความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ

-อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ลดลงและมาตรการภาครัฐที่อาจเข้ามาช่วยดูแลค่าครองชีพเพิ่มเติม

-กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่เคยคาดไว้ จากเดิมคาดว่าเป็นช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เลื่อนเป็นช่วงครึ่งหลังของปี

ลดดอกเบี้ย

3. สินเชื่อและสภาพคล่องในระบบ

-สินเชื่อรวมยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะกับลูกหนี้รายใหม่และกลุ่มที่มีความเสี่ยงเครดิตสูง

-สภาพคล่องของ SMEs และภาคครัวเรือนยังคงตึงตัวและมีภาระหนี้ในระดับสูง

ลดดอกเบี้ย

4. สถานการณ์ค่าเงินบาท

-เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องและผลกำไรของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อ่อนไหวต่อราคาและกลุ่ม SMEs

5. วัตถุประสงค์หลักของการลดดอกเบี้ย

-กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

-ช่วยบรรเทาภาระหนี้เพิ่มเติม ให้กับภาคธุรกิจ (SMEs) และครัวเรือน

-เพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง ที่มีความเสี่ยงจะหลุดกรอบเป้าหมายเพิ่มขึ้น

-เอื้อต่อการปรับตัวหรือการ Transform ของภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระเบียบโลกใหม่

ลดดอกเบี้ย

ทั้งนี้ กนง. ย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1.00 เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอแล้วภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีจำกัด และมองว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยไม่สามารถใช้เพียงนโยบายการเงินได้ แต่ต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายด้านอื่น ๆ ของภาครัฐร่วมด้วย

แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลงได้อีกหรือไม่?

1.กนง.มีความเห็นว่าระดับปัจจุบัน “ผ่อนคลายเพียงพอ” แล้ว

กนง ย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1.00 เป็นระดับที่ “ผ่อนคลายเพียงพอ” และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ในระยะข้างหน้า หากภาวะเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้และมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นตามลำดับ คณะกรรมการมองว่าดอกเบี้ยระดับนี้ถือว่าเหมาะสมแล้ว

ลดดอกเบี้ย

2. ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่จำกัด คณะกรรมการให้ความสำคัญอย่างมากกับPolicy Space ที่มีอยู่จำกัด โดยระบุว่า:

-อัตราดอกเบี้ย 1.00% ถือว่าต่ำมากและเป็นอันดับ 3 ของโลก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

-ปัจจุบันดอกเบี้ยเข้าใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 0.50 (ช่วงวิกฤตโควิด-19)

-กนง. จึงต้องการ “เก็บกระสุน” หรือรักษาพื้นที่นโยบายที่เหลืออีกประมาณ 0.50% ไว้เพื่อรองรับเหตุการณ์รุนแรงหรือฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ลดดอกเบี้ย

3. ยังไม่ปิดโอกาสในการปรับลดหากสถานการณ์เปลี่ยน

แม้จะมองว่าเพียงพอแล้ว แต่ กนง. ยังไม่ถึงกับปิดโอกาส ในการปรับลดครั้งต่อไปเสียทีเดียว ซึ่งการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ:

-การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป หากมีเหตุการณ์รุนแรงหรือปัจจัยลบที่กระทบเศรษฐกิจอย่างหนักเกินกว่าที่คาดไว้ คณะกรรมการก็พร้อมพิจารณาเครื่องมือที่เหมาะสม

-น้ำหนักของเป้าหมาย 3 ด้าน กนง. จะชั่งน้ำหนักระหว่างเรื่องเงินเฟ้อ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงิน หากปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจมีโอกาสปรับดอกเบี้ยได้อีก

4. เน้นการใช้ “แพ็กเกจ” นโยบายอื่นร่วมด้วย

กนง. ระบุชัดเจนว่า นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้สำเร็จปัญหาปัจจุบันของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายจากหลายด้าน ทั้งมาตรการเฉพาะจุดของ ธปท. (เช่น การแก้หนี้ SMEs) และมาตรการปฏิรูปจากภาครัฐและเอกชน

โดยสรุปหากเศรษฐกิจฟื้นตัวตามคาด การปรับลดครั้งนี้ก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของรอบ แต่ กนง. ยังคงเปิดช่องไว้สำหรับกรณีที่เกิดความไม่แน่นอนสูงหรือวิกฤตใหม่ โดยต้องบริหารจัดการนโยบายที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวังที่สุดครับ

ลดดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม กนง.ยอมรับว่าการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงไปยังกลุ่มเป้าหมายนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสถาบันการเงินเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งธนาคารกลางไม่สามารถบังคับได้โดยตรง

อย่างไรก็ตามกนง. ได้วางแนวทางและกลไกเพื่อผลักดันให้เกิดการส่งผ่านที่มีประสิทธิภาพดังนี้:

1. การติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด

-กนง. มอบหมายให้ ธปท. ติดตามการส่งผ่านนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่ออย่างใกล้ชิด หากไม่มีการส่งผ่านเลย การลดดอกเบี้ยนโยบายก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้

2. การลดอุปสรรคด้านความเสี่ยงเครดิต (Credit Risk)

-กนง. พบว่าสาเหตุหลักที่ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อและไม่ลดดอกเบี้ยลงมากนัก คือความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง

-กลไกสนับสนุน การลดดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมในตลาด และช่วยลดโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เดิม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธนาคารและเอื้อให้เกิดการปรับลดดอกเบี้ยตามมา

-มาตรการเฉพาะจุด กนง. เน้นการใช้มาตรการเสริม เช่น โครงการ SME Credit Boost ที่มีการรับประกันความเสียหายเพื่อลดความเสี่ยงเครดิตโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อและส่งผ่านดอกเบี้ยที่ต่ำลงไปยัง SMEs ได้มากขึ้น

3. การดำเนินนโยบายในรูปแบบ “แพ็กเกจ” (Policy Package)

-กนง. เน้นย้ำว่านโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่ต้องทำงานร่วมกับนโยบายอื่น ๆ ของ ธปท. และภาครัฐ โดยมี 5 ด้านหลักที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้ธนาคารส่งผ่านดอกเบี้ยได้ดีขึ้น

4. การสร้างความเชื่อมั่นในทิศทางเศรษฐกิจ

-กนง. หวังว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ร่วมกับมาตรการภาครัฐ จะช่วยให้ทิศทางเศรษฐกิจไทยดีขึ้นชัดเจน ซึ่งหากสถาบันการเงินเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและคุณภาพสินเชื่อที่ปรับดีขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารยอมส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยและปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบมากขึ้น

Share This Article
เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania