TDRI ประเมินผลบวก-ลบ ภาษีทรัมป์ กระทบเศรษฐกิจโลก-ไทย มากแค่ไหน?

Stagflation, economic slow down or recession while inflation high up, GDP growth decrease causing by unemployment concept, fearful businessman riding fall down economic graph with inflation high up.

2195 Views
Warapong Pankaew
3 Min Read

ดร. กิริฎา เภาพิจิตร อำนวยการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการตอบโต้ทางภาษี (Reciprocal Tariffs) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

มาดูกันว่าเศรษฐกิจไทยของเรากำลังเผชิญกับ “พายุ” แบบไหน และเราจะรับมือกับมันอย่างไร ซึ่งครั้งนี้ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ “วิกฤต” ที่ดิ่งเหวลงไปเหมือนต้มยำกุ้งหรือโควิด-19 แต่จะเป็นเหมือน “หนังชีวิต” ที่เศรษฐกิจจะเติบโตแบบ “ซึมยาว” คือโตช้าๆ แต่นานๆ และไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศไทย แต่เป็นเรื่องของโลก ที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงโดยคุณทรัมป์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นแบบเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเลย ไม่ใช่ชั่วคราว เพราะการโยกย้ายการลงทุนครั้งหนึ่งมันมีต้นทุนสูงมาก และย้ายแล้วก็จะอยู่กันไปยาวอีกเป็น 10-20 ปี

ดร กิริฎา เภาพิจิตร TDRI

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: ความไม่แน่นอนและสงครามการค้า
ก่อนที่เราจะไปดูเศรษฐกิจไทย เราต้องเข้าใจเศรษฐกิจโลกก่อน เพราะประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่เล็กมาก เพียงแค่ 0.5% ของเศรษฐกิจโลก และเราก็เป็นประเทศที่เปิดมาก พึ่งพาการส่งออก การนำเข้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเป็นหลัก ดังนั้นอะไรที่กระทบเศรษฐกิจโลก ย่อมกระทบเราแน่นอน

ตอนนี้สิ่งที่เราเห็นชัดเจนคือคุณทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกือบทุกประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ซึ่งมีอยู่หลายประเภท

  • ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs): สหรัฐได้ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากไทยเพิ่ม 19% จากเดิมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1% ทำให้รวมแล้วสินค้าส่วนใหญ่ของเราโดนไป 20%
  • ภาษีเฉพาะสินค้า: สินค้าบางประเภทโดนหนักกว่า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง โดนเพิ่ม 50% ส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนโดนเพิ่ม 25%
  • ยกเลิก De Minimis: สหรัฐยังได้ยกเลิกกฎ De Minimis ที่เคยยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่า 800 เหรียญสหรัฐ หรือน้อยกว่า ทำให้ทุกการนำเข้าต้องเสียภาษีหมด ไม่ว่าจะมูลค่าเท่าไร
  • ภาษี Transshipment : ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาษี Transshipment อีก 40% ที่อาจจะโดนเพิ่ม ซึ่งจะรวมถึงสินค้าที่เรานำวัตถุดิบจากจีนมาแปะ Made in Thailand หรืออาจจะรวมถึงเรื่อง Local Content ที่ถ้ากำหนดให้มีสัดส่วนสูงมากๆ เช่น 60-70% สินค้าอย่างอิเล็กทรอนิกส์ของเราอาจจะได้รับผลกระทบหนัก เพราะ Local Content ของเราอยู่ที่ประมาณ 50%

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยสหรัฐยังคงเก็บภาษีจีนสูงกว่าประเทศอื่น (ปัจจุบันอยู่ที่ 30-55%) และจีนก็ตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงจาก 3.3% ในปี 2024 เหลือ 3.0% ในปี 2025 ตลาดหลักของเรา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น ก็ล้วนชะลอตัวลงหมด

TDRI ภาษีทรัมป์
TDRI ภาษีทรัมป์

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ในเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลาดส่งออกหลักของเราก็โตช้าลง ทำให้การส่งออกของไทยโดยรวมจะเติบโตได้ไม่มาก อย่างมากก็ 3-4% ต่อปี แม้ว่าครึ่งแรกของปี 2568 การส่งออกไทยจะเติบโตสูงถึง 14% เป็นผลจากการเร่งส่งออกก่อนภาษีคุณทรัมป์จะมีผล แต่ครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงมาก ทำให้ทั้งปี 2568 อาจโตได้แค่1%

อย่างไรก็ตาม ยังมี “แสงสว่างเล็กๆ” ในการส่งออกของเรา เมื่อดู 10 อันดับแรกสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐจะพบว่า ภาษีที่เราโดนนั้นยังต่ำกว่าคู่แข่งหลักๆ ของเราแทบทุกรายการ ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปสหรัฐ เราโดนภาษี 19% ในขณะที่คู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม เม็กซิโก อินเดีย โดนสูงกว่า โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (80% ของ 20 อันดับแรกสินค้าส่งออกของเราไปสหรัฐ) มีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐสูงถึง 45% นี่คือโอกาสของเราที่จะแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้บ้าง เพราะราคาของเราน่าจะถูกกว่าเขา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะสามารถแย่งส่วนแบ่งมาได้มาก แต่สถานการณ์โดยรวมทั่วโลกกำลังซื้อน่าจะลดลง เพราะการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐจากทั่วโลกเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 2% เพิ่มเป็นเฉลี่ยที่ 15% เราสินค้าจะแพงขึ้นการบริโภคก็จะลดลง ทำให้ส่งออกของเราจะโตได้ไม่มากนักจากนี้เป็นต้นไป

ส่วนด้านการนำเข้าน่าจะเร่งตัวขึ้น เป็นการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์และเครื่องจักร เพื่อลดต้นทุน ส่งผลให้อุตสาหกรรมในประเทศบางกลุ่มที่ผลิตสินค้าเดียวกันกับจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่หนักหน่วง และต้องปรับตัว เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี สิ่งทอ พลาสติก หรือบางประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ก็อาจจะหันมาส่งออกเหล็กราคาถูกมาไทยมากขึ้น เพราะโดนภาษีสหรัฐสูงถึง 50% ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ก็อาจจะได้ประโยชน์จากตรงนี้

TDRI ภาษีทรัมป์

“แสงสว่าง” ที่แท้จริงคือ “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI)

  • ด้วยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่แตกเป็นกลุ่มๆ การลงทุนกำลังโยกย้ายไปยังประเทศที่เป็นมิตร และประเทศไทยซึ่งพยายามวางตัวเป็นกลางจึงเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ
  • เราเห็นสัญญาณชัดเจนว่า FDI ในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดย BOI อนุมัติการลงทุนในปี 2566-2567 สูงเป็นประวัติการณ์ และครึ่งแรกของปี 2568 ก็เพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นครึ่งหนึ่งของการลงทุนที่อนุมัติทั้งหมด (รวมบริษัทจีนที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ด้วย) ตามมาด้วยญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐ และยุโรป
  • อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก คือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ (โดยเฉพาะ EV ที่ผลิตเพื่อตลาดไทยและอาเซียน) และ Data Center
  • การลงทุนเหล่านี้จะเป็น “คลื่นลูกแรก” ที่สร้างความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้าอย่างมหาศาล และ “คลื่นลูกที่สอง” ก็คือความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับพนักงาน ที่จะตามมา แม้ว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะใช้แรงงานน้อยกว่าสมัยก่อน แต่ก็ยังต้องการบุคลากรจำนวนมาก
  • การลงทุนของคนไทยเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะใน High Value Service และ Food & Biotechnology เช่น โปรตีนทางเลือกจากพืช หรือไบโอพลาสติก ซึ่งไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าจีนในตลาดโลกในสินค้าที่ต้องบริโภคหรือใช้กับร่างกาย
TDRI ภาษีทรัมป์

ตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ

  • ราคาน้ำมัน: มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นและการสะสมสต็อก ซึ่งเป็นผลดีต่อไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมัน
  • เงินเฟ้อ: ไม่ใช่ประเด็นปัญหาสำหรับไทย คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า เนื่องจากราคาสินค้าพลังงานลดลงและเศรษฐกิจชะลอตัว
  • อัตราดอกเบี้ย: แนวโน้มลดลงตามเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปลายปี 2567 จนถึงล่าสุดมาอยู่ที่ 1.50% ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน มองว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ และอาจจะเหลือ 1% ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อประคองเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงและหนี้สินครัวเรือนที่สูง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR) ของธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับลดลงตาม
  • ค่าเงินบาท: คาดว่าจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 (ประมาณ 33.50-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากรายได้จากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่ามากนัก เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐเองก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเช่นกัน
TDRI ภาษีทรัมป์

เศรษฐกิจไทยและการฟื้นตัวแบบ K-Shaped
ภาพรวมการบริโภคภาคครัวเรือนยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะจากภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และรายได้ภาคเกษตรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำ แม้การขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ภาพรวมกำลังซื้อยังโตได้ช้ามาก (1-2% ในปีนี้)

หนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัญหา โดยอยู่ที่ระดับเกือบๆ 90% ของ GDP เราเห็นสัญญาณว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงในไตรมาส 1 ปี 2568 และธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงสินเชื่อธุรกิจและ SME ก็หดตัวด้วย

TDRI ภาษีทรัมป์

ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ: คาดว่าปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงกว่าปี 2567 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง
  • การท่องเที่ยวในประเทศ: เป็นข่าวดีที่เราเห็นการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยที่เกินระดับก่อนโควิดไปแล้ว ทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ แต่การท่องเที่ยวในประเทศคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของรายได้รวมจากการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงทดแทนส่วนที่หายไปจากต่างชาติได้ไม่มาก

บทบาทการลงทุนภาครัฐ

  • การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 โดยเฉพาะงบลงทุน ยังคงล่าช้ากว่าค่าเฉลี่ยปกติ
  • แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 1.15 แสนล้านบาท ซึ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและการคมนาคม แต่ปี 2569 งบประมาณภาครัฐ (ไม่รวมหนี้) กลับลดลงจากปี 2568 ทำให้บทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด
TDRI ภาษีทรัมป์

การฟื้นตัวแบบ K-Shaped: เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะเติบโตแบบชะลอตัว ประมาณ 2% ในปี 2568 และ 1.7-1.8% ในปี 2569 การฟื้นตัวของเราจะเป็นแบบ “K-Shaped”

  • ขาบนของ K (กลุ่มที่ฟื้นตัวดีกว่าก่อนโควิด และยังเติบโตได้ดี):
    ◦ การผลิตอาหาร
    ◦ ภาคบริการต่างๆ เช่น Wellness, Entertainment, Hospitality ที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าจีน
    ◦ กิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ (โดยภาพรวมซึ่งรวมถึงคลังสินค้าและนิคมอุตสาหกรรม)
    ◦ Biotechnology (เช่น อาหารสุขภาพ, คอสเมติก, ไบโอพลาสติก) ที่บริษัทไทยเก่งและดึงดูดการลงทุนจากยุโรปได้มาก
  • ขาล่างของ K (กลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หรือยังซบเซา):
    ◦ กลุ่มที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด แต่ดีกว่าปีที่แล้ว: เช่น ยานยนต์ (รวมถึง EV) และการขนส่ง
    ◦ กลุ่มที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด และยังแย่กว่าปีที่แล้ว: ภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่จ้างงานจำนวนมาก (มากกว่า 1 ล้านคน) ยังคงซบเซา นอกจากนี้ยังมีปิโตรเคมี สิ่งทอ พลาสติก ที่ได้รับผลกระทบหนักจากการแข่งขันกับจีน
TDRI ภาษีทรัมป์

สุดท้ายนี้ ในทุกความมืดมิดย่อมมีแสงสว่างแอบอยู่เสมอ แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงมากมายจากสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งต่างๆ แต่ประเทศไทยยังคงได้รับอานิสงส์จากการที่เราเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ทำให้มีการโยกย้ายฐานการผลิตมายังไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากไต้หวัน ขอให้เราโฟกัสไปที่โอกาสในภาคส่วนที่เรามีศักยภาพในการแข่งขันสูง เช่น บริการ อาหาร และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปให้ได้

Share This Article
เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania