ปี 2568 เป็นปีที่ทุกบริษัทต้องต่อสู้ดิ้นรนยิ่งกว่าคนสู้ชีวิต ท่ามกลางปัจจัยด้านลบที่ฉุดรั้งการดำเนินธุรกิจอย่างไม่หยุดหย่อน ผลที่ได้ในช่วงปลายปีอาจจะไม่ได้สุขสมหวังดังเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้กันทุกราย บางรายอาจจะรอดแต่ก็ร่อแร่ บางรายไปไม่รอดและสุ่มเสี่ยงต่อสถานะของบริษัท แต่ก็มีอีกหลายบริษัทที่มีผลงานดี ทั้งรายได้และกำไรที่เป็นบวกสวนกระแสตลาด และทั้งหมดนี้คือ ผลสอบจากการดำเนินงานของบริษัทอสังหาฯในปี 2568
จากการสำรวจผลการดำเนินงานปี 2568 ของ 45 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าทั้ง 45 บริษัทมีรายได้รวมรวมกันทั้งสิ้น 304,585 ล้านบาท ลดลง -11.18% เมื่อเทียบกับรายได้รวมในปี 2567 มีรายได้จาการขายรวม 221,283 ล้านบาท ลดลง -14% และมีกำไรสุทธิเพียง 18,931 ล้านบาท ลดลงถึง -42.61% (อ่านรายละเอียด…อสังหาฯ-สาหัส ปี 2568 จุดต่ำสุดที่ยังไม่สุด) ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ผลงานโดยรวมย่ำแย่ โดยพบว่า 34 จาก 45 บริษัท มีรายได้รวมติดลบเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับรายได้จากการขายมี 35 จาก 45 บริษัทที่มีรายได้จากการขายลดลง ขณะที่ 15 จาก 45 บริษัทมีผลประกอบการที่ขาดทุน และ 30 จาก 45 บริษัทที่มีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

Top 5 บริษัทอสังหาฯ เอพี แชมป์รายได้
สำหรับ 5 อันดับบริษัทที่ทำรายได้รวมได้สูงสุดในปี 2568 อันดับ 1 เป็นของ เอพี (ไทยแลนด์) มีรายได้รวม 37,626 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.44% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันดับ 2 เป็นแสนสิริ มีรายได้รวม 34,395 ล้านบาท ลดลง -12.27% ตามมาห่างๆ ในอันดับ 3 ได้แก่ ศุภาลัย มีรายได้รวม 24,772 ล้านบาท ลดลง -22.55% อันดับ 4 แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 23,200 ล้านบาท ลดลง -17.59% และอันดับ 5 ตกเป็นของ เอสซี แอสเสท 20,233 ล้านบาท ลดลง -0.34%

มาที่รายได้จากการขายซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อันดับ 1 ยังเป็นของ เอพี (ไทยแลนด์) มีรายได้จากการขายในปี 36,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.66% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันดับ 2 ยังเป็นของแสนสิริ มีรายได้จาการขายรวม 29,352 ล้านบาท ลดลง -15.55% อันดับ 3 ยังคงเป็น ศุภาลัย มีรายได้จากการขายรวม 23,714 ล้านบาท ลดลงถึง -23.5% อันดับ 4 เป็นการขยับขึ้นมาของ เอสซี แอสเสท มีรายได้จากการขาย 18,376 ล้านบาท ลดลง -3.05% ส่วนอันดับ 5 เป็นของ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีรายได้จากการขาย 13,131 ล้านบาท ลดลง -18.44%

แสนสิริ ขึ้นแท่นกวาดกำไรสุทธิสูงสุด
ในส่วนของกำไรสุทธิ บริษัทที่ทำกำไรสุทธิได้ดีที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 แสนสิริ มีกำไรสุทธิ 4,331 ล้านบาท แต่ก็ลดลงจากปีก่อน -15.06% เอพี (ไทยแลนด์) ตามมาเป็นอันดับ 2 แบบเฉียดฉิว มีกำไรสุทธิ 4,316 ล้านบาท ตามหลังแสนสิริเพียง 15 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน -14.02% อันดับ 3 เป็นของศุภาลัย มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,063 ล้านบาท ตามหลังอันดับ 1-2 อยู่แค่ 200 ล้านบาทกว่าๆ มีกำไรลดลงถึง -35.22% ตามมาด้วย แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เข้าป้ายเป็นอันดับ 4 มีกำไรสุทธิ 3,723 ล้านบาท มีกำไรลดลง -32.44% และอันดับ 5 ตกเป็นของควอลิตี้เฮ้าส์ แม้จะมีรายได้รวม 7,882 ล้านบาท มีรายได้จากการขาย 6,127 ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิ 1,728 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม) แต่ก็ยังมีกำไรที่ลดลงจากปีก่อน -19.63%

รายกลาง-เล็กสู้ยิบตาดันรายได้-กำไรโต
นอกจาก Top 5 ที่ทำรายได้รวม รายได้ขาย และกำไรสุทธิได้สูงสุดแล้ว ในปีนี้ยังมีดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยการทำผลงานได้ดีกว่าปีก่อน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท พราว เรียล เอสเตท มีรายได้รวม รายได้ขาย จากกว่า 2,000 ล้านบาทในปีก่อนเป็นกว่า 6,000 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตกว่า 180% เนื่องจากมีโครงการที่รับรู้รายได้ในปี 2568 อยู่หลายโครงการ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ มีรายได้รวม และรายได้จากการขายเพิ่มจากกว่า 1,200 ล้านบาท เป็น 2,900 ล้านบาท เติบโตกว่า 130% จากการรับรู้รายได้โครงการที่ภูเก็ต
เช่นเดียวกับบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจาก 1,662 ล้านบาท เป็น 4,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 145% จากการรับรู้รายได้จากการโอน และจากบริษัท เสนาฮันคิว ส่วนบริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง ก็มีรายได้รวม และรายได้จากการขายโตขึ้นกว่า 50% จาก 1,363 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 2,108 ล้านบาทในปี 2568 นอกจากนี้ ยังมี บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท ก็ทำผลงานได้ดีกว่าปีก่อนเช่นกัน

ส่วนบริษัทที่ทำกำไรสุทธิได้เติบโตอย่างโดดเด่น แม้ว่าจะเป็นการโตจากฐานที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของบริษัทรายกลาง รายเล็ก ที่ยังมีที่ยืนอยู่ในตลาดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไรสุทธิจาก 91 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 588 ล้านบาท ในปี 2568 เติบโตกว่า 500%บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตทมีกำไรสุทธิจาก 36 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 129 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตขึ้นกว่า 250% บริษัท เอ็น. ซี. เฮ้าส์ซิ่ง พลิกจากขาดทุน 37 ล้านบาทในปี 2567 เป็นกำไร 131 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตกว่า 250% และ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จากกำไร 57 ล้านบาทในปี 2567 เป็นกำไร 168 ล้านบาท ในปี 2568 เติบโต กว่า 190% นอกจากนี้ ยังมี บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ปี 2568 จะเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นปีที่ปิดโอกาสไปทั้งหมด หากแต่เป็นปีที่คัดกรองผู้เล่นในตลาดอย่างชัดเจน บริษัทที่มีความแข็งแกร่ง ปรับตัวได้เร็ว และมีโครงการที่ตอบโจทย์ตลาด ยังคงสามารถสร้างการเติบโตได้อยู่ ในขณะที่ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันหรือมีข้อจำกัดด้านการเงิน ย่อมต้องเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วงมากขึ้นในวัฏจักรของธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ





